อยากบ่น เรื่องดราม่า

posted on 18 Mar 2012 02:38 by cutiesdew
ไม่ได้เขียนบล๊อกมาเปนปีแล้ววว
ดองมาได้ยังไงจนป่านนี้เนี่ย?
ด้วยหน้าที่การงานที่รัดพุงมากๆน่ะคะ คือแบบว่าปกติดิวจะแปลอยู่กับนาวิกโยธินที่สัตหีบ เรียกว่าเปนหนึ่งในลูกประดู่ไปเลยก็ได้ เพราะเปนผู้หญิงที่ไม่สมหญิงเท่าไร ถึกมากกกกกก....
ปีนี้จับพลัดจับผลูโดนส่งกลับไปแปลให้ทัพบก แม่จ๊าวววว ไปอยู่กับรบพิเศษซะด้วย ซวยแล้วไอ่ดิว
 
Tongue outจะรอดกลับมาไม๊น้ออออ?
 
ระลึกไปสมัยยังรักกันดีกับ ทบ. ตอนนั้นทำงานข่าวกรอง กับ ปจว.Tongue out โดนเชือดเลือดสาด...เรียกว่าฝังใจจนขอย้ายเหล่า หุหุ
 
 
แต่เอาวะ ไหนๆก็ไหนๆ แพ๊คกระเป๋าเตรียมเข้าป่าไปเกือบเดือน
ค่ายสฤษดิ์เสนา จ.พิษณุโลก คือสถานที่ทำงาน
 
งานช่วงสี่ห้าวันแรกชิวมากๆ(ประจำอยู่ที่กองพันที่ 1)จนเราคิดซะว่างานแบบนี้จ้างลิงมาทำยังได้เลย
เอกสารล้วนๆ กูเบื่อ บลา บลา บลา
โดนลวนลามเปนพักๆ แบบจะโอบบ้าง จับก้นบ้าง หยอดมุขแบบเสี่ยวๆ แบบว่าเยอะอ่า
เหมือนฟ้ามีตา สวรรค์มีใจ
ล่ามไม่พอ...โดนย้ายไปประจำอยู่กองร้อย
ที่สำคัญ....คุณดิวเปนผู้หญิงคนเดียวในกองร้อยชาร์ลี (แม่นแล้ว...หนึ่งในกลุ่มเดียวกันกับทหารกลุ่มแรกๆที่เข้าไปตะลุ่งตุ้งแช่กับตาลีบันที่อัฟกานิสถานนั่นแหล่ะ)
 
นี่แหล่ะ มันดราม่าตรงนี้
สองสามวันแรกที่กองร้อยนี่อยากจะกัดลิ้นตาย
 
"ดิวไม่ต้องไปสนามยิงปืนนะ"
"ทำไมคะ?"
"เปนผู้หญิง ไปทำไมเกะกะเปล่าๆ"
"อยู่นี่แหล่ะ ไม่ใช่เรื่องของผู้หญิง"
"บลาบลาบลา สารพัดข้ออ้าง" 
ดิวก็แบบ "เอิ่ม....Foot in mouth"
"อย่าไป Fast Rope เลย ไม่ใช่เรื่องของผู้หญิง "
"ไม่ต้องขึ้น ฮ.หรอก บนนั้นไม่ต้องแปล"
ไอ่ลากกล้วย!! ทำไมจะไม่ต้องแปล ห่า!! นี่มันฝึกร่วมเว้ย!! กูต้องอยู่บนเครื่องด้วย
"ไปดูแค่โดดหอก็พอมั้ง"
ไปทำป๊ะอะไรค่ะ?
 
(คิดในใจ) นี่มันกีดกันทางเพศกันชัดๆเปนผู้หญิงแล้วไงฟร๊ะ ตอนอยู่กับมารีนส์อิผู้หญิงคนนี้แหล่ะ โดดขึ้น AAV ยิง M240 แปลทั้ง CQB ทั้ง MOUT ไหนจะ Medevac ไหนจะไปสำรวจดรอปโซน แลนโซน ด่าริกเกอร์ก็ทำมาแล้ว ทีม QRF ของ AirForce ก็คุ้นๆกันอยู่ กะอีแค่ไปสนามยิงปืนไม่ให้ไป ชิ   
 
ระหว่างนั้นก็จะมีคำพูดประมาณจิกๆกัดๆ อารมณ์อาร์มี่ปากจัดมาเรื่อยๆ
เราก็ทนสิวะ มีตอกกลับไปบ้างตามสมควร เวลาเค้าว่าอะไรมาส่วนใหญ่จะเงียบ แต่ถ้าทนไม่ไหวจะตอกกลับไปแบบแรงมากๆแล้วเดินหนีเลย
 
ผ่านอาทิตย์แรกไปนี่ แทบเปนลม
เวลาทำงานไม่ค่อยมีคนมาคุยกับดิวหรอก ถ้าไม่ใช่เรื่องงาน 
(แต่มารู้ทีหลังว่าทุกท่านโดนสั่งมาว่าห้ามคุย ห้ามยุ่งเกี่ยวใดๆกับอีล่ามผู้หญิงนี่เด็ดขาด ถ้าไม่ใช่เรื่องงาน)
ขนาดห้องส้วมที่แยกไว้ให้ห้องนึง (มันเปนห้องอาบน้ำ ส้วมรวมแบบค่ายทหารทั่วไปอ่ะค่ะ ใครเคยเรียน รด.น่าจะนึกออก) เค้ายังเอาป้ายมาติดไว้ให้รู้ว่าห้องนี้ของดิวนะ ไม่ผิดที่ติดป้าย แต่จำเป็นหรือไม่ที่ป้ายต้องเปนสีชมพูปิ๊งแล้วอ่านได้ว่า WOMAN ONLY
 
เรื่องเล็กน้อยนะ แต่ดิวคิดเยอะเพราะตลอดเวลาที่เราทำงานกับทหารมาเนี่ย ดิวไม่รู้ว่าชอบแบบไหนมากกว่า เค้าจะให้เกียรติเรา เพราะเราเปนผู้หญิง หรือ เค้าจะปฏิบัติกับเราแบบเท่าเทียมกับทหารคนอื่น ซึ่งดิวก็โอเคเพราะนั่นเท่ากับเค้ายอมรับเราในระดับหนึ่ง แต่นี่ทุกอย่างเหมือนกับความคิดขบถเล็กๆ เหมือนกีดกันแบบเบาๆแต่เรารู้สึกได้
 
ดิวเริ่มรู้สึกว่าได้รับการยอมรับหลังจากสงบปากสงบคำ แสดงความถึกของหญิงไทยมาให้เห็นเปนพักๆ หลังจากช่วยอีตากล้องสนามของทางสหรัฐฯขยี้ซีดี (มันมีซีดีที่ต้องทำลายทิ้งทุกวันแหล่ะ ก็แค่วางกับพื้นแล้วเต้นมูนวอร์คบนซีดี) แล้วก็เสนอตัวช่วยทาสี (ทั้งๆที่ทาก็ไม่เปนหรอก แต่มันก็ไม่ยากนี่หว่า) เปนฟู๊ดรันเนอร์บ่อยๆ ไอ่เรื่องหาเรื่องไปซื้อเบียร์หน้าค่ายนี่ต้องดิวเท่านั้น ต่อราคาเบียร์กับแม่ค้าสุดฤทธิ์ (หุหุ ถนัดล่ะเรื่องแบบนี้)
 
วกกลับมาเรื่องงาน 
ในส่วนของกองร้อยชาร์ลีระหว่างการฝึกจะมีการลงพื้นที่จริงแต่เปนเหตุการณ์สมมติขึ้น
ซึ่งนี่แหล่ะที่ดิวบอกไว้ตั้งแต่แรกว่าเราจะเข้าป่ากัน
จากที่ประจำอยู่ค่ายสฤษดิ์เสนา จ.พิษณุโลก ก็ย้ายถิ่นไปกันที่ ม.พัน 28 หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เปนเวลาสองอาทิตย์
มันไม่เชิงป่าอ่าค่ะ เพราะว่าทีมปฏิบัติการแบ่งออกเปนสี่ทีม ล่ามทีมละคน ที่ดิวโดนย้ายมาอยู่กองร้อยเพราะล่ามไม่พอใช่ไม๊ กลายเปนว่าได้เปนเด็กเฝ้ากองร้อย Tongue out อยู่ฝ่ายยุทธการไป วันๆเจอแต่เอกสาร คำสั่งยุทธการออกวันละสิบรอบ ฝั่งไทยคำสั่งออกบ่อยแต่ข้อมูลไม่เป๊ะ ฝั่งมะกันคำสั่งชัวร์กว่ามากแต่ออกวันละรอบ ประชุมดูดพลังวันละสามสี่รอบ คำสั่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา วางแผนใหม่ทุกสี่ชั่วโมง เรียกว่า ความวัวยังไม่ทันหาย ความกระต่ายก็เข้ามาแทรก  ของเก่ายังแปลไม่เสร็จ ของใหม่มารอแล้วสองปึ๊ง
 
ไหนจะเรื่องจุกจิกหยุมหยิม สารพัด ไฟดับ อินเตอร์เนตหลุด แซทคอมมีไว้ทำป๊ะอะไรค่ะท่าน? ไปซื้อของในเมือง แปลใบเสร็จ ปลอมลายเซ็น เมนูอาหารแต่ละวัน ยากันยุงไม่กันยุง ทำไมกะปิกลิ่นไม่หอมเหมือนลาเวนเดอร์ คนขับรถกวนตีน ฯลฯ วู้วว์ เรียกว่าขี้ไม่ออกก็มาตามล่ามค่ะ
 
กับเจ้านาย เจ๋งมากๆ ยิ่งเซอร์ไพรซ์หนักกว่าเก่าเพราะเฮียๆแอบไปสั่งทำต่างหูรูปโลโก้กองพันมาให้ กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ก็ถือว่าตอนนี้เปนเพื่อนกันแล้ว ไม่ค่อยสนิทมาก แต่ก็ถือว่าตัวดิวเองได้รับการยอมรับมากขึ้น ไม่ค่อยโดนกดดัน เรื่องงานมากเหมือนแรกๆ ทุกอย่างก็ปกติมาก จนฝึกจบหลักสูตร
 
ได้เวลาปาร์ตี้!! กลับมากรุงเทพกัน พวกท่านๆทั้งหลายพักอยู่ที่โรงแรมแถวๆนานา ดิวก็นอนบ้านตัวเองที่รามอินทรา 
อย่านึกเชียวว่าจะได้เที่ยว ... ไอ่พวกอะโกโก้บาร์ แถวๆสุขุมวิทน่ะ แทบไม่เคยเฉียด คือเรารู้ว่ามันเปนยังไง อะไรยังไง อีกอย่างก็ไม่ใช่เด็กๆแล้ว เปนผู้หญิงกลางค่ำกลางคืนไปเดินแถวๆซอยคาวบอยมันไม่ดีนะคะ แต่กลายเปนว่าไปอารมณ์ไปช่วยเค้าทำงานเปนสายตรวจ 555 สนุกดีนะ ได้เห็นของแปลกๆ ไม่เข้าใจว่ามันเร้าอารมณ์ตรงไหน กับไอ่การไปดูอีสาวโชว์ตูดเนี่ย คือว่าดิวเฉยมากๆ(เอ๊ะ..นี่กูเปนกระเทยรึเปล่า?) คือแบบแก้ผ้า โชว์นม อะไรประมาณนี้ ดิวว่าดิวอยู่บ้านดูของตัวเองก็ได้วะ กระเสือกกระสนมาทำไม? ต่างกันแค่ขนาดเท่านั้นเอง 555+
 
งานคืนนั้นคือต้องคอยเช็คว่าทุกท่านกลับถึงโรงแรมโดยสวัสดิภาพ ไม่เมาปลิ้นจนไปมีเรื่องมีราวที่ไหน หรือชวนฮุกเกอร์มาโจ๊ะที่โรงแรม คือคืนนั้นเคลียร์ไปหลายคู่อ่า ทหารเค้าจะจัดการเรื่องของเค้าเอง เราแค่คอยไกล่เกลี่ยคุณตัวทั้งหลายว่า "นี่...หล่อนจะขึ้นไปกินตับกันมิได้นะคร้า"
เดินไปเดินมาระหว่างนานาพลาซ่ากับสุขุมวิท 22 เกือบทั้งคืนอ่า
(น่าจะได้รางวัลล่ามดีเด่นแห่งปี)
ตีสองกว่าๆดิวก็ขึ้นแท๊กซี่กลับบ้าน หลับยาวยันบ่าย....
 
อ่านดูก็ไม่น่าจะดราม่าตรงไหนนิ
ยังคร้าาา ดราม่ากำลังเริ่ม...ถึงขนาดเสียเพื่อนกันเลยทีเดียว
 
ก็ไอ่คนที่เปนสายตรวจเมื่อคืนก่อนน่ะ รุ่นเดียวกันกับดิว เป็นคนเกาหลีที่ไปโตที่เมกาเลยได้สัญชาติเมกันแล้วก็มาสมัครเปนทหาร มันก็โทรมานัดเราเหมือนเดิม ถามว่าคืนนี้จะมาทำงานเดิมไม๊ 555 ได้สิ ไปได้ อีกไม่กี่วันพวกมันก็จะกลับเมกาแล้ว (จะไม่ได้เจอกันแล้วน่ะ) ดิวก็เลยไปเจอเดอะแก๊งค์ที่โรงแรมเดิม
คุณเกาหลีก็ส่งข้อความมาว่าให้ขึ้นมาที่ห้องเลย พร้อมบอกเบอร์ห้องมาเรียบร้อย
 
เอิ่ม...ขึ้นไปหากาแฟกินหรอค่ะ? 
 
พอไปถึงโรงแรม ก็แน่นอนว่าไม่ขึ้นไป โทรไปบอกมันว่ารออยู่ล๊อบบี้ ลงมาได้แล้ว ให้ตายสิ ดิวเรียนโรงแรมมานะเว้ย ขึ้นไปทำไมไม่ใช่แขก ไม่รู้สิ มันแปลกๆอ่า อีกอย่างก็ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น
 
พอมันลงมาก็บอกว่าคืนนี้ไม่ต้องเปนสายตรวจแล้ว ไปดูหนังเหอะ
เราก็โอเค กำลังอยากดูโกสต์ไรเดอร์ (เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นปลายๆกุมภาพันธ์)
ขึ้นบีทีเอสไปดูหนังกันที่มาบุญครอง ไปไม่ทันดูโกสต์ไรเดอร์ ทันได้ดูเซฟเฮ้าส์แทน
ระหว่างดูหนังก็มีโอบ มีจับมือ มีจุ๊บไหล่ มุขเก่าแฮะผู้ชายพวกนี้
เราก็เฮ้ย....เพื่อนกันเค้าทำแบบนี้เหรอ?
รู้จักกันยังไม่นานเลยนะ 
มันบอกว่าชอบดิว แล้วตอนนี้ก็ไม่ได้ทำงานแล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องคนอื่นหรอก ตัวมันก็โสด บลาบลาบลา 
(ถามกูซักคำไม๊ว่ากูโสดรึเปล่า? เอ๊อออ...ตอนนี้กูโสดก็จริง แต่ก็มีเล็งๆอีตาหมวดมารีนตอนทำกะรัตปีที่แล้วไว้อ่านะ ตอนนี้ก็ยังคุยกันอยู่เฟร้ยยย)
 
พอดูหนังจบก็กลับมาส่งมันที่โรงแรม แล้วดิวจะนั่งแท๊กซี่กลับบ้าน ตอนเดินมาขึ้นแท๊กซี่น่ะ เจ้านายสวนมาพอดี
แล้วพูดแค่ "wow..you two?really?" 
เอิ่ม จะเถียงว่าไม่ได้เดทกันนะ แต่ไม่ทันแท๊กซี่มาพอดี 
 
มันก็ไม่น่าจะเปนเรื่องนะ 
จนไปถีบส่งท่านๆที่อู่ตะเภากลับไปเมกากันหมดแล้วนั่นแหล่ะ
ดิวขออีเมลล์ของทุกคนเอาไว้เพื่อที่จะได้ติดต่อกัน เฟสต์บุ๊ค อะไรประมาณนี้
พอดิวแอดเฟสต์บุ๊คไอ่เกาหลีไป มันยังไม่รับแอดดิว
ดิวก็เลยส่งเมลล์ไปถามว่าทำไมไม่รับแอดล่ะ ดิวอยากดูรูป
ไอ่เกาหลีเนี่ยก็บอกว่า มันไม่ค่อยออนเฟสต์บุ๊ค รับแอดไปก็เท่านั้น
ดิวก็ อ่าว...จะดูรูปเว้ย กดปุ่มรับเปนเพื่อนใช้เวลาไม่ถึงสองวิด้วยซ้ำ แค่เปนเพื่อนกันในเฟสต์บุ๊คไม่ตายหรอกน่า
ทีนี้ คุณท่านก็สารภาพมาหมดเปลือกเลยว่า 
"ชอบดิวมากกกกกกกกกกกก (สงสัยว่าจะเปนหญิงแปลก ถึกเกินหญิงมั้ง?) แต่ว่ามันโกหกว่าโสด มันแต่งงานมาห้าปีแล้ว มีลูกชายสามคน (น่ารักมากกกกกกกกกกก ดิวเห็นรูปแล้ว หน้าเกาหลีเหมือนพ่อ แต่ตาสีฟ้าเหมือนแม่)"
และมันจะไม่ทิ้งลูกทิ้งเมียมาหาดิวเด็ดขาด (ใครขอให้มึงมาวะ?) แต่ว่ามันไม่ได้รู้สึกอะไรกะอีเมียมันมาปีกว่าแล้ว เหมือนแค่อยู่ๆทำหน้าที่กันไปวันๆ ไม่ได้รู้สึกรัก หรือชอบ ชีวิตประจำวันกลายเปนเรื่องที่คาดเดาได้ง่าย น่าเบื่อ แต่กับดิว มันรู้สึกเหมือนมีชีวิตชีวา มันก็ขอโทษเราที่โกหกเรา แล้วก็เข้าใจถ้าดิวจะไม่คุยกับมันอีก"
 
ดิวตอบไปว่า "ดิวก็ดีใจนะที่บอกความจริงกับดิว โชคดีของเราแล้วที่คืนนั้นดิวไม่ได้ขึ้นห้องไปกับมัน ไม่งั้นเรื่องมันคงจะยุ่งไปกว่านี้ แล้วอีกอย่างดิวก็ไม่เคยพูดว่าจะให้มันทิ้งลูกทิ้งเมียมาอยู่กับดิว(ห่า...มึงจำไม่ได้เหรอว่ามึงหลอกกูว่ามึงโสด?) งั้นเปนเพื่อนกันเเบบนี้แหล่ะดีแล้ว"
 
มันตอบกลับมาว่า "ดีจังที่ดิวคิดแบบนี้ (อืม...จะให้กูคิดอะไรได้ล่ะ) "
แล้วก็เปนเพื่อนกันในเฟสต์บุ๊คได้ทั้งหมด
 
4 วันถ้วน
 
ช่วง 4 วันนั้นอ่า มีเมลล์มาถามความเปนไปของชีวิตเรื่อยๆ
เสร็จงานนี้แล้วไปทำงานต่อที่ไหน?
ไม่ได้ทำงานแล้วไปเที่ยวไหน?
เปนยังไง? สบายดีไม๊?
 
ช่วง 4 วันนั้นดิวเดินทางไง กำลังจะขึ้นเชียงใหม่เลยไม่ได้เช็คอีเมลล์
มาเช็คอีกที
มีเมลล์ที่ว่าตามข้างบนนั้นกับอีกฉบับโดดๆลงชื่อนามสกุลคุณเกาหลี
อ่านได้ใจความว่า 
"ได้โปรดอย่าติดต่อสามีของชั้นอีก เราเกือบจะหย่ากันเพราะความสัมพันธ์ของคุณแล้ว ขอร้องอย่าทำให้ทุกอย่างมันแย่ไปกว่านี้เลย
ลงชื่อ เกาหลี หน้าถีบ"
เอิ่ม...ตั้งแต่ทำงานเปนล่ามมา นี่ดราม่าสุดๆแล้ว 
อยากจะเถียงใจจะขาด!! เพราะดิวไม่เคยมีปัญหาเรื่องแบบนี้มาตลอดการทำงานที่ผ่านมาสี่ห้าปี ถ้าจะมีนะ ป่านนี้กูแต่งงานมีลูกไปสี่คนแล้ว ดวกกส์ อีกอย่างอิดิวยังไม่ได้โจ๊ะกับสาละมีมึงเลย ของมึงนั่นแหล่ะมาหลอกกูว่าโสด พอกูไม่เล่นด้วยก็ดราม่าใส่กู
 
แต่ก็ต้องเลิกติดต่อไปเพราะในเมื่อเราไม่มีอะไรในกอไผ่ แล้วจะต่อความยาวสาวความยืดทำไม
จริงไม๊?
ยัง ไม่ จบ นะ
ในเมื่อเราไม่ได้ติดต่อกันแล้ว ตัดออกจากสารบบไปแล้ว รีมูฟออกจากเฟรนด์ลิสต์แล้ว
มันไม่ยอมจบอ่า
เพื่อนร่วมงานอีกคน เมลล์มาบอกเล่าถึงความดราม่าอันร้อนแรงที่ดังไปไกลข้ามทวีป เพราะไอ่ตี๋มันโม้อะไรก็ตาม
ไอ่ตี๋ เตี้ย ล่ำ ปัญญาอ่อน ไอ่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล!!
กูยังจิ้นอยู่เฟร้ยยยย ที่ยังอยู่รอดปากเหยี่ยวปากกามาได้นี่เพราะหน้าตาล้วนๆ!!
 
ชิ
 
อย่าให้รู้นะว่าไอ่เรื่องที่เมิงโม้เอาไว้ กระทบอะไรกับงานกู ไม่งั้นโดนจัดหนักแน่ๆ
 
เหมือนจะจบแต่ยังไม่จบ ไว้มีโอกาสจะมาบ่นใหม่
 
Foot in mouth 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

edit @ 18 Mar 2012 06:15:17 by lonely_girl

edit @ 18 Mar 2012 06:17:34 by lonely_girl

Comment

Comment:

Tweet

อ่านแล้วคิ้วกระตุกหงิดไปด้วยเป็นระยะตามลำดับเรื่องเลยค่ะ
โดยเฉพาะประเด็นสุดท้าย มันน่านัก...=*=
ผู้ชายแบบนี้นี่มัน....นิสัยจริงๆ =*-

#1 By RedEvil@Colors5 on 2012-03-18 08:13